[SF]*ดอกราตรี*
posted on 02 Dec 2009 14:38 by edogawarunkik in FICTION
เอนทรี่นี้ เพื่อโบนิติมธ. - -
มาอ่านให้ได้นะเธอ คึคึคึ
(ลงในบอร์ดใหญ่และทูบี-ทูเก็ตเตอร์แล้วเรียบร้อยค่ะ^^)
Title : ดอกราตรี
Paring : Jonghyun X Key
Author : Mirror*
Author's Note : ฟิคจงคีย์ที่ตลบอบอวนด้วยกลิ่นดอกราตรีริมเรือนไม้แบบไทย
อ่านไประวังได้กลิ่นดอกราตรีไปด้วย - -" อ่านไปแล้วอย่าเพิ่งขำ
ถ้าจะขำรออ่านทอล์คให้จบก่อน TT
ขอให้คุณอ่านจบเรื่องโดยไม่เอาหัวโขกจอคอมตายไปก่อน TT
บังคับต้องฟัง!!และฟังจนกว่าจะอ่านฟิคจบ
*ดอกราตรี*
(บังคับเลย
ถ้าไม่ฟังคุณจะไม่เข้าถึงอารมณ์ฟิคอย่างแรง!!!! - -")
ดอกราตรี*
สายลมเย็นยามค่ำคืนอันไร้ซึ่งแสงจากหมู่ดาวช่างหนาวเหน็บ
ทั้งพัดพาเอาใบไม้แก่ที่ปลิดตัวเองออกจากกิ่งก้านที่อยู่ร่วมกันมานานวันนานเดือนตามสายลมลงสู่พื้นดินอย่างเงียบเชียบ
ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์ส่องสะท้อนผ่านหมู่เมฆ
หนึ่งความหอมลอยล่องฟุ้งกระจาย....
กลิ่นหอมดอกราตรีลอยตามกระแสลมมาจากแห่งหนใด...?
ใต้ต้นราตรีที่เต็มไปด้วยช่อดอกสีขาวโพลน
กลิ่นหอมรุนแรงลอยตามอากาศไปไกลราวต้องการออกตามหาใครซักคนที่รอคอยมานานแสนนาน
กลิ่นหอมชวนเศร้าที่ยังคงส่งกลิ่นทุกค่ำคืนแม้เวลาจะล่วงเลยผ่านไปแล้วกี่ร้อยปี
ต้นราตรีต้นใหญ่ที่ออกดอกเบ่งบานอยู่เสมอก็ยังคงยืนต้นอยู่ที่เดิมมิได้ล้มตายไปตามกาลเวลาจนกว่าคนที่รอคอยจะกลับมาให้ได้พบพาน...
ร่างขาวซีดราวไร้ซึ่งโลหิตที่ไหลเวียนยังคงยืนรอคอยใครบางคนอยู่ริมต้นราตรีอายุร่วมร้อยปีอยู่ทุกค่ำคืน
เฝ้าคอยส่งกลิ่นหอมฟุ้งลอยไปตามลมเพียงหวังจะให้ใครคนนั้นได้กลิ่นและเดินตามกลิ่นหอมนี้มา
หากแต่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ร้อยปีก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา
ดอกราตรียังคงส่งกลิ่นหอมเดียวดายเพียงต้นเดียวท่ามกลางความมืดมิดอยู่ทุกค่ำคืน
สายลมพัดผ่านร่างบางเบาๆพาผืนผ้าแถบยาวสีหวานอ่อนที่หม่นหมองตามกาลเวลาพาดผ่านไหล่นวลเนียนข้างหนึ่งลอยขึ้นมาเล็กน้อย
ผิวกายที่พ้นเนื้อผ้าไม่ได้มีทีท่าว่าจะหนาวสะท้านเมื่อต้องกับอากาศเย็น
ดวงตาเศร้าหมองคลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใสก่อนที่มันจะค่อยๆไหลรินผ่านข้างแก้มเนียนช้าๆ
จะต้องให้ข้ารอไปอีกกี่ร้อยกี่พันปี..
หรือจะต้องให้ข้าส่งกลิ่นหอมรอคอยท่านอีกกี่ภพกี่ชาติกัน..?
ข้ารอท่านมาเนิ่นนานจนน้ำตาที่ไหลรินเริ่มแห้งหาย...
ผิวกายข้าที่ท่านเคยว่าหอมกว่าดอกราตรี...ท่านจะจำมันได้แจ่มชัดมิเคยลืมเลือนเช่นข้าบ้างหรือไม่
มือขาวบอบบางค่อยละช่อดอกราตรีที่ปลูกอยู่ริมรั้วซึ่งมิได้ส่งกลิ่นหอมเมื่อแสงยังสาดส่องตอนกลางวันช้าๆ
ใบหน้านวลเนียนยามต้องแสงอาทิตย์ยิ่งขับให้ดูขาวผ่องยิ่งกว่าน้ำนมบริสุทธิ์
ผืนผ้าแถบยาวที่พาดทับไหล่มนเล็กพลิ้วไหวไปตามลมที่พัดผ่าน
ช่อดอกราตรีไหวเอนเอียงก่อนจะดอกไม้สีขาวจะทิ้งตัวลงอย่างไร้เรี่ยวแรง
ร่างบางนึกหวนคิดถึงอดีตเมื่อครั้งที่ถูกส่งมาเป็นทาสท่านให้จากเรือนเดิมที่เคยรับใช้อยู่
ด้วยเหตุผลที่ถูกมอบมาให้เป็นทาสของอีกเรือนหนึ่งว่ารูปร่างที่ผอมบางไม่ต่างจากหญิงนั้นดูอ่อนแอเกินว่าจะถูกใช้ให้ทำอะไรหนักๆได้
เจ้านายจากเรือนเก่าจึงยกเขาให้เป็นของขวัญแก่หลานชายของท่านในวันเกิดอายุครบยี่สิบปีแทน
คงหวังจะให้หลานชายเอาไปต้มยำทำแกงเช่นไรก็สุดแต่จะคิด
เพราะถึงอย่างไรหากจะให้ทำงานหนักเช่นทาสคนอื่นๆก็เห็นทีจะไม่ได้งาน
"อ๊ะ...ท่าน..."
สัมผัสอุ่นๆที่สอดตามเอวบางพร้อมแรงกอดรัดจากทางด้านหลังก่อนที่จมูกโด่งจะก้มลงสูดเอาความหอมจากไหล่กลมมนมาอย่างไม่ทันตั้งตัวจนทำให้ร่างบอบบางต้
องเผลออุทานออกมาเบาๆ
คนฉวยโอกาสยังคงอาศัยจังหวะที่คนในอ้อมกอดไม่ทันตั้งตัวช่วงชิงสูดความหอมกรุ่นจากแก้มเนียนใส
วงแขนแกร่งสมชายชาตรียิ่งโอบรัดเอวเล็กดึกให้แผ่นหลังเนียนเข้ามาชิดอกกว้างมากยิ่งขึ้น
ร่างบอบบางดิ้นขลุกขลักอยู่ซักพักก่อนจะต้องยื่นนิ่งให้อีกคนทำอะไรได้ตามใจ
ใบหน้าขาวจัดรู้สึกร้อนผ่าวรู้สึกได้ถึงโลหิตที่พากันไหลมารวมกันจนแก้มปลั่งขึ้นสีระเรื่อ
"ดอกราตรียังหอมเพียงกลางคืน
แต่ผิวกายเจ้ากลับหอมอยู่ทุกเวลาทำข้าหลงใหลไม่สิ้นสุดเสียที"
"พูดมิได้อายบ่าวไพร่บ้าง..."
"ทำไมกันเล่า?
จะได้ให้พวกมันไปพูดต่อให้ชาวบ้านเขาอิจฉาว่านายหญิงเรือนนี้งามแค่ไหน"
"ท่าน.."
"ตอนนี้เจ้ามีศักดิ์เป็นถึงนายหญิง
เป็นคนที่อำนาจใดๆในเรือนรองจากข้า เหตุใดยังจะต้องเกรงใจพวกบ่าวไพร่?"
มือใหญ่ค่อยจับไหล่บางให้ร่างเล็กหันกลับมาหาตน
ใบหน้าที่ขัดเขินเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นฉายแวววิตก
นิ้วโป้งกลมมนจึงถูกแตะลงที่ข้างแก้มพลางไล้เบาๆเป็นการปลอบโยน
"แต่ก่อนข้าก็เคยเป็นแค่บ่าวไพร่ผู้ต่ำต้อยเช่นนั้นมิใช่หรือ?"
"ข้าไม่เห็นเคยจำได้ว่าคนรักของตัวเองเคยไปเป็นบ่าวไพร่ตั้งแต่เมื่อไหร่?"
"ท่านอย่าได้กล่าวเช่นนี้อีก
เพราะบุญวาสนาข้าถึงได้ถูกยกขึ้นมาเป็นภรรยาของท่าน
มิเช่นนั้นจนป่านนี้ข้าก็คงจะยังเป็นเพียงทาสผู้ต่ำต้อย"
ใบหน้าสวยหวานจนยากที่จะเชื่อว่าเป็นชายหันไปทางอื่นไม่กล้าสบตา
มือหนาจึงทำหน้าที่เชยคางมนให้หันกลับมาอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
ดวงตาหวานเชื่อมค่อยเลื่อนมาสบตาคมอย่างที่อีกคนต้องการ
ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มอ่อนโยนเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู
ข้อนิ้วเรียวยกขึ้นเกลี่ยเส้นผมที่ตกลงมาปิดทับดวงตากลมสวยให้พ้นทาง
ก่อนจะไล่มองตั้งแต่หน้าผากเนียนจรดปลายจมูกรั้น
ริมฝีปากอิ่มสีโอรสที่เชิญชวนให้ลิ้มลองความหอมหวานอยู่ทุกคราที่ได้จ้องมอง
"ไม่ใช่เพราะบุญวาสนา แต่เป็นเพราะข้ารักเจ้าตั้งแต่แรกเห็น
จนถึงตอนนี้ความรักของข้าที่มีให้เจ้าก็ยังไม่ลดน้อยลงเลยสักนิด..."
...ริมฝีปากอุ่นร้อนกดทับแผ่วเบาที่กลีบปากสีอ่อน
ความหวานแทรกซึมอยู่ในทุกอณูที่สัมผัส ความหอมละมุนยิ่งเชิญชวนให้ลิ้มลอง
เสน่ห์ของร่างบางมีล้นเหลือไม่เคยหมด
อยากจะเข้าไปสัมผัสลิ้มรสให้มากกว่านี้แต่ก็จำต้องข่มใจไม่ให้ทำอะไรเกินเลย
เสียงหอบหายใจของร่างเล็กทำให้ต้องละริมฝีปากออกมาอย่างเสียไม่ได้
ใบหน้าแดงก่ำเพราะขาดอากาศหายใจ ที่ปลายหางตามีหยดน้ำใสแต่งแต้มอยู่เล็กน้อย
น่ารักน่าเอ็นดูจนคนที่มองอยู่อดจะก้มลงไปสูดความหอมจากแก้มเนียนอีกครั้งไม่ได้
หากแต่คนรู้ทันกลับหันหน้านี้พลางคลี่ยิ้มเขินอายแล้วเดินเลี่ยงไปอีกทาง
ทิ้งคนที่อยากชื่นชมอีกสักครั้งยืนยิ้มเก้ออยู่ที่ริมต้นราตรีคนเดียว
กลิ่นหอมชวนให้หลงใหลล่องลอยผ่านหน้าต่างเข้ามาจนถึงในห้อง
ดอกราตรีริมรั้วที่ติดอยู่กับห้องนอนเจ้าของเรือนหลังใหญ่ยังคงส่งกลิ่นหอมอยู่ทุกค่ำคืนมิได้ขาด
กลิ่นหอมชวนเศร้าถูกสายลมหนาวพัดพาให้ลอยฟุ้งไปทั่วตั้งแต่หัวค่ำ
กลิ่นแห่งความเศร้าหมองมิได้เคยส่งผลให้สองหัวใจต้องเป็นทุกข์หากเพราะยังมีอีกหนึ่งคนที่เคียงข้างกันอยู่ทุกวันคืน
เติมเต็มในสิ่งที่ขาดหาย มอบความรักให้แก่กันมิเคยหยุด
อ้อมกอดแสนรักใคร่ยังคงต้องการไม่เคยพอ
ริมฝีปากที่คอยไล้เล็มประทับรอยจูบแต่งแต้มยังคงพร่ำพูดบอกรักอยู่ทุกค่ำคืน
ความอบอุ่นจากร่างที่กอดไม่ได้จางหายเมื่อตอนฟ้าสางเช่นกลิ่นหอมของดอกราตรี
เพียงแต่คืนนี้ดอกราตรีกลับต้องส่งกลิ่นเป็นครั้งสุดท้าย
ฝากกลิ่นหอมติดกายจนคนที่อยากชื่นชมต้องการไม่รู้จักพอ
สองกายกอดก่ายกันจนไม่เหลือช่องว่างให้อากาศแทรกผ่าน
ริมฝีปากระดมมอบจุมพิตร้อนเร่าไปทั่วร่างจนยากจะหาซอกมุมที่ยังไม่ได้ถูกสัมผัส
ข้อนิ้วสอดประสานซึ่งกันและกันไม่ยอมปล่อย หยาดเหงื่อไหลรินผสมปนเป
ลมหายใจร้อนปะทะกันจนแยกไม่ออกว่าเป็นของใคร
กลิ่นหอมของร่างบางคละคลุ้งกับกลิ่นดอกราตรียิ่งทำให้ลุ่มหลงมัวเมาไม่รู้จักจบสิ้น
สองร่างเคลื่อนไหวสอดประสานในความมืดภายใต้แสงจันทร์สาดส่องลงมาเพียงนิด
เสียงครางร้องเรียกชื่อหวานหูสลับกับเสียงสะอื้นไห้ดังทั่วห้องขนาดพอดี
หยดน้ำตาไหลรินทั้งที่ยังเคลื่อนไหวตามจังหวะที่คนด้านบนหยิบยืนนำพา
มือแกร่งสอดเข้าใต้ท้ายทอยเล็กก่อนจะมอบจูบร้อนให้พร้อมๆกับที่ร่างบางต้องส่งเสียงครางเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อบทรักบทนี้สิ้นสุดลง
ร่างหนาทิ้งตัวลงนอนข้างร่างเล็กด้วยความเหนื่อยอ่อนก่อนจะดึงคนที่ยังสะอื้นไห้เข้ามาอยู่ในอ้อมอกแกร่ง
หัวทุยวางลงบนอกกว้าง หยดน้ำใสไหลรินจากดวงตาคู่สวยไม่ยอมหยุด
ริมฝีปากบางพยายามเก็บกลั้นเสียงสะอื้นอย่างสุดความสามารถหากแต่ดูจะไม่เป็นผลเท่าไรนัก
วงแขนแกร่งยิ่งโอบรัดร่างเปลือยเปล่าของอีกคนให้เข้ามาชิดกว่าเดิม
แขนเล็กวาดโอบกอดร่างหนากลับด้วยความรักอย่างสุดหัวใจซึ่งร่างหนาก็ตอบรับความรู้สึกนั้นด้วยการกดจูบหนักๆลงไปที่กลุ่มผมนุ่มอย่างอ่อนโยน
"อย่าร้องไห้อีกเลย เจ้ากำลังทำให้ข้าลังเลใจ"
"...ขอโทษ..."
"ข้าเพียงไปทำงานให้คุณลุงที่เรือนโน้นนานไม่กี่เดือนเดี๋ยวเดียวก็กลับมา
เจ้าอย่าได้วิตกอะไรนักเลย"
"เรือนคุณท่านช่างห่างไกลจากที่นี่นัก
ข้ากลัวเหลือเกินว่าท่านจะมีอันตราย.."
"เจ้ากลายเป็นคนขี้กังวลแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร?"
เสียงทุ้มเอ่ยพูดพลางกลัวหัวเราะเบาๆ
ข้อนิ้วหนาถูกส่งไปเช็ดหยดน้ำตาบนแก้มใสผะแผ่ว
รอยยิ้มอ่อนหวานฉายชัดบนใบหน้าคมก่อนจะกระชับกอดคนตัวเล็กให้แนบชิดขึ้นอีกนิด
"กลิ่นกายเจ้าหอมยิ่งกว่าดอกราตรี หอมมิเคยจางหายแม้เวลาจะล่วงเลย
ข้าหลงใหลในตัวเจ้าขนาดนี้มีหรือที่ข้าจะทิ้งเจ้าไปไหนได้นาน..."
"..ท่านอย่าได้ปล่อยให้ข้าต้องนอนกอดตัวเองคนเดียวนานนักเลย..
ไม่มีท่านอยู่ข้างกาย กลิ่นดอกราตรีช่างทำข้าเจ็บปวดนัก.."
"รอจนกว่าข้าจะกลับมา... ข้าจะกอดเจ้าทั้งคืนจนกว่ากลิ่นดอกราตรีจะจาง.."
"ข้าจะรอท่าน ข้าจะรอท่านนะ..."
"....รักเหลือเกิน...."
เสียงลมหนาวพัดหวีดหวิวยามค่ำคืนชวนให้นึกถึงบทเพลงเศร้า
คละเคล้ากลิ่นหอมพฤกษาช่อขาวบริสุทธิ์ที่ลอยล่องไปไกลยิ่งตอกย้ำอดีตที่เคยหอมหวานจนมิอาจจะลืมเลือนได้แม้สักวัน
การจากลาได้เริ่มต้นขึ้นและไม่มีวันได้พบกับจุดจบ
ดอกราตรียังคงส่งกลิ่นรอคอยความรักที่ไม่หวนกลับคืนตั้งแต่วันที่ได้ร่ำลา
กี่วันกี่คืนนานกี่ร้อยปีกี่ภพกี่ชาติแล้วที่ร่างขาวจัดยังยืนเคียงต้นราตรีคอยส่งกลิ่นหวนชวนหอมออกตามหาคนรักที่ยังรอคอยไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยไปนา
นแค่ไหน
คำสัญญาที่ให้ไว้ยังคงตราตรึงไม่เคยลืมเลือน
เรื่องราวความรักหวานซึ้งที่นานวันกลับรู้สึกได้ถึงรสขมปร่า
ความอบอุ่นเมื่อครั้งวันวานกลับมีแต่ความเย็นเยือกจนรู้สึกหวาดกลัว
นานเท่าไหร่แล้วที่ท่านปล่อยข้าให้กอดตัวเองอย่างเดียวดายเช่นนี้..?
หยดน้ำตาใสไหลรินอีกครั้ง
แม้กลิ่นหอมเศร้าของดอกราตรีที่หลอมรวมเข้ากับหัวใจที่ยังร้องเรียกหาจะถูกสายลมพัดพาให้ล่องลอยออกไปไกลแค่ไหนท่านก็ยังไม่กลับมา...
ข้าเจ็บปวดเหลือเกิน...
ได้โปรดกลับมาอยู่เคียงข้างข้าอีกครั้ง...อย่าทิ้งข้าไปเช่นนี้...
ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ในความมืดที่คละคลุ้งกลิ่นหอมดอกราตรี
เสียงทุ้มที่คุ้ยเคยลอยมาตามกระแสลมที่พัดย้อนกลับ
ราวกับว่ากลิ่นหอมได้พาเอาใครคนหนึ่งกลับมายังต้นราตรีต้นใหญ่ที่เป็นจุดเริ่มต้นส่งกลิ่นหอมชวนเศร้านานนับร้อยปี
"ดอกราตรี...."
เหมือนเพียงแค่รำพึงรำพันกับตัวเอง
แต่นั่นก็เพียงพอแล้วกับเสียงที่เฝ้ารอคอยให้ได้ยินมานานแสนนาน
"เดี๋ยว!จงฮยอน"
ได้ยินเสียงร้องเรียกของใครอีกคนตามมา
แต่เพราะความมืดกับกลิ่นฉุนรุนแรงที่ดลบันดาลให้เกิดทำให้อีกคนที่ติดตามร่างหนามามีอันต้องถูกบังตาจนมองไม่เห็นเส้นทางที่จะเดิน
"ได้กลิ่นหอม...หอมดอกราตรี..."
เสียงทุ้มยังคงเอื้อนเอ่ยใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เสียงฝีเท้ายิ่งชัดเจน
กลิ่นลมหายใจที่คุ้นเคย ความอบอุ่นที่ห่างหาย...ใกล้เข้ามาทีละนิด ทีละนิด...
จนกระทั่งร่างสูงสมส่วนของคนรักที่รอคอยปรากฏอยู่ตรงหน้า
ดวงตาคมจับจ้องไปยังร่างบางใต้ยืนผ้าแถบยาวสีอ่อนที่พาดทับไหล่เล็ก
ใบหน้าหวานที่ยังคงฉายแววเศร้าสร้อยอยู่เล็กน้อยค่อยคลี่ยิ้ม...คิดถึงเหลือเกิน...รอมานานเหลือเกิน...ในที่สุด
ก็ได้พบอีกครั้งจนได้...
ร่างขาวซีดค่อยๆเคลื่อนตัวไปหาคนตรงหน้าช้าๆ
ดวงตาคมไม่ได้ฉายแววแปลกใจหรือหวาดกลัวแต่อย่างใด
หากแต่มันกลับทึบแสงราวกับกำลังตกอยู่ในภวังค์ของกลิ่มหอมชวนเศร้าจากดอกราตรีที่ลอยฟุ้งไปทั่ว
มือเล็กที่เย็นเฉียบเช่นน้ำแข็งสัมผัสแผ่วเบาลงที่ใบหน้าของผู้เป็นที่รักที่รอคอยมานานแสนนาน
ริมฝีปากบางยิ้มละมุน หยดน้ำตาแห่งความปีติไหลลงมาช้าๆ
"จำที่ท่านสัญญากับข้าได้ไหม..?
กอดข้า..จนกว่ากลิ่นดอกราตรีจะจางหาย..."
ริมฝีปากซีดแตะสัมผัสเบาๆลงที่ริมฝีปากอุ่นชื้น
"ข้ารักท่านเหลือเกิน...อยู่กับข้าตลอดไปนะ..."
Mirror*
Talk:: กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด T_____________________T
นี่ฉันทำอะไรลงป๊ายยยยยย!!!!?? T[]T *โหยหวน*
ทุกคนรู้มั้ยคะ?
ว่ามันยากมากเลยนะกว่าจะเข็นออกมาได้แต่ละคำแต่ละสำนวน TT ฮึก.... เป็นไงล่ะ
อยากลองของแข็งมันก็ต้องเจออย่างนี้แหละกระจก(รอเข้าเอกไทยได้เมื่อไหร่
ฟิคเรื่องนี้อาจถูกนำมาเกลาอีกรอบ TT )
เรื่องนี้ถามก่อนว่าขำกันมั้ย? TT
คืออ่านๆไปเจอบรรยากาศไทยๆแบบนี้ขำกันป่ะ?
นี่พยายามอย่างสุดความสามารถแล้วนะที่จะไม่ให้มันออกมาฮาอ่ะ TAT
แต่ทำได้แค่นี้แหละค่ะ สุดๆแล้วจริงๆ
เรื่องนี้จุดเริ่มต้นมันมาจากเพลงดอกราตรี
= = ที่นึกยังไงไม่รู้ อยู่ๆก็อยากฟัง พอฟังปุ๊บ ก็อยากแต่งฟิค =_= ทีนี้
ฟิคจากเพลงนี้มันไปแนวอื่นไม่ได้เลยอ่ะนอกจากไทยแท้ไทยเดิม
ทีนี้...ก่อนที่จะคิดว่าอยากแต่งฟิค
ฟังเพลงนี้แล้วมีอย่างนึงลอยขึ้นมาในหัวก่อนเลย...
มันคือ... "สไบ"
=_____________=
แล้วพอคิดว่าจะแต่งฟิค มันก็ได้ภาพน้องคีย์ห่มสไบออกมา
=____________= แล้วฝังหัวด้วยนะ
แบบ...นอนก็ฝันเห็นน้องคีย์ห่มสไบสีอ่อนมาโฉบให้เห็น =_= ราวกับต้องการมาบอกว่า
จิ้นกุมาเป็นแบบนี้แล้วก็ช่วยสานต่อให้มันจบๆด้วย TvT
งานนี้มันยากตรงที่ว่าจะทำยังไงให้ไม่ฮาเนี่ยแหละค่ะ TT ยากมากๆจริงๆ
จนแต่งเสร็จแล้วก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าตกลงมันออกมาฮาหรือเปล่า?
ตอนแรกก็จะให้ใส่ชื่อจริงๆน้องลงไปเลย ไปๆมาๆมันดูฮาว่ะ T^T
ก็เลยกะจะให้เป็นชื่อไทยๆหน่อย
พิมพ์ไปพิมพ์มากลายเป็นไม่ได้พิมพ์ชื่อที่คิดไว้เลยซักท่อน *หัวเราะ*
ฟิคเรื่องนี้มีคนให้ขอบคุณเยอะเลย - -
คนแรกก็ต้องซินนิสเตอร์ที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เริ่มนั่งแชร์เพลงจนกระทั่งวินาทีที่แต่งจบ
แถมยังคอยช่วยส่งนู่นช่วยเหลือนี่ให้ตลอด เห่อออออ คอยเป็นกำลังใจให้ฟิคดอกราตรี
น้องคีย์ห่มสไบมาก ขอบคุณมากๆค่ะ
ขอบคุณคุณโลลิต้า คุณกลอย
คุณช้านท์รวมถึงเพื่อนแพรวด้วยที่เสียสละเวลามานั่งอ่านบทนำเรื่องแล้วคอยให้กำลังใจว่ามันไม่ฮา
T______T ถ้าไม่มีพวกคุณกระจกคงแย่ ขอบคุณมากค่ะ
ขอบคุณน้องโบ๊ทที่ยังคงเป็นกำลังใจให้ไรท์เตอร์งี่เง่าคนนี่เสมอมา
และต้องขอบคุณทูบีรูมเมททุกคนที่ยังยืนอยู่เคียงข้างกระจกตลอดเวลาที่ผ่านมาค่ะ
TT ขอบคุณนะ รักมากกกก
สุดท้ายจริงๆต้องขอบคุณรีดเดอร์ทุกคนที่อ่านจบเรื่องยันอ่านทอล์คไร้สาระมาจนถึงบรรทัดนี้ค่ะ
TT นับว่าคุณเก่งมากเลยทีเดียว
หลังจากนี้
มีอะไรจะวิจารณ์กร่นด่ายังไงก็ตามแต่สบายใจเลยนะคะ *กราบ*
ปล*
*สรุปก็ยังไมได้เก็บตัว แต่ว่าตื่นมาวิ่งตอนเช้าและซ้อมตอนเย็น
*ลงฟิคเรื่องนี้ลงบล้อกรอเอนทรี่หน้า...
*เฮ่ออออออ...
*เมื่อไหร่มันจะผ่านๆไปซักทีนะ..?
*พฤหัสนี้...
*กระจกรักจงคีย์