lll Mirror*lll View my profile

;*HBD Mirror* 20th*;

posted on 18 Mar 2011 19:58 by edogawarunkik
 
 
 
 
 
สุขสันต์วันเกิดอายุยี่สิบนะกระจก



(เอากะมันสิ มีแฮปฯให้ตัวเองด้วย - -)
ยังไงดีน้า..
รู้สึกเหมือนมันเร็วมากเลย แป๊บๆก็บอกลาเลขหนึ่ง เดินเข้าเลขสองแล้ว อ่า.. ทำไมรู้สึกเหมือนยังทำตัวเป็นเด็กๆอยู่เลยหว่า(?)

ทั้งๆที่วันเกิดปีที่แล้วยังคิดเล่นๆอยู่เลยว่าวันเกิดปีหน้าคงจะตื่นเต้นมากๆแน่ๆ เพราะว่าเข้าสู่เลขสองแล้ว แต่สุดท้ายพอเอาเข้าจริงก็กลับกลายเป็นว่าเอาแต่ตะบี้ตะบันทำงานจนลืมความตื่นเต้นนั้นไปแล้ว ฮาาาา

คิดเอาไว้แค่ว่า จะไม่มานั่งหัวหมุนกันงานในวันเกิดเด็ดขาด
เออ.. สุดท้ายก็ทำได้ด้วย โคตรเจ๋งเลยว่ะกระจก (เอิ่บ - -)


เริ่มมีคนอวยพรมาตั้งแต่ก่อนเที่ยงคืน ตื้นตันมาก ฮาาา
ทั้งเพื่อนเก่าที่จันท์ เพื่อนใหม่ที่ธรรมศาสตร์ทั้งในเอก ในโต๊ะ ในคณะ อาจารย์ที่ภาค เพื่อนในวงการยูโด พวกเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่ชอบชายนี่ ชอบจงคีย์ หรือกระทั่งคนรู้จักสมัยชอบคังทึก ประทับใจทุกๆคนมากจริงๆ เพราะแต่ไหนแต่ไรก็คิดแค่ว่าวันนี้มันก้แค่วันธรรมดาวันหนึ่งที่เดี๋ยวมันก็ผ่านไป มันก็มี 24 ชั่วโมงเหมือนทุกๆวัน ไม่ได้พิเศษอะไรตรงไหน แต่พอมีคนจำได้อย่างนี้มันก็ดีใจอยู่เหมือนกัน(ถึงบางคนจะรู้เพราะขึ้นฟบ.เราก็ยังดีใจนะ ฮาาาา)


ปีที่ผ่านมามีเรื่องราวเยอะแยะมากมาย มีทั้งประสบการณ์ดีๆและเรื่องราวแย่ๆ มีทั้งเสียงหัวเราะและน้ำตาตลอดมาจนถึงวันนี้ แต่ทุกอย่างมันช่วยทำให้เราได้โตขึ้นจริงๆนะ แม้สักนิดก็รู้สึกว่าอย่างน้อยเราก็ได้รับอะไรจากสิ่งที่ผ่านมาเหล่านั้น

อย่างน้อยก็ทำให้รู้สึกว่าเริ่มมองโลกในอีกมุมได้แล้ว
เรื่องบางเรื่องก็ทำให้รู้สึกว่าตัวเองก็ทำได้ ไม่ต้องดูถูกตัวเองเหมือนเมื่อก่อน
บางเรื่องทำให้เข้มแข้งขึ้น ทำให้เป็นคนมีความรับผิดชอบมากขึ้น และทำให้ได้รับความรู้มากขึ้น เข้าใจโลกเข้าใจสังคมที่กำลังใช้ชีวิตอยู่มากขึ้น
หรือบางครั้ง เรื่องต่างๆที่เข้ามาก็ช่วยสอนให้รู้จักที่จะรับมือกับมันโดยที่เราไม่เป็นทุกข์ คิดง่ายๆที่จะทำให้ชีวิตทุกวันมีความสุข

เหมือนกัน..

ผู้คนมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตตลอดหนึ่งปี ไม่ได้แค่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่คนเหล่านั้นยังหอบเอาเรื่องราวมากมายที่ทำให้รู้และเข้าใจเรื่องต่างๆได้มากขึ้นด้วย
คนบางคนสอนให้รู้จักปล่อยวาง
คนบางคนสอนให้รู้จักยับยั้งความเกลียดในใจ
คนบางคนสอนให้รู้จักที่จะปรับนิสัยให้เข้ากับโลกใบนี้
หรือกระทั่งคนบางคนได้ทำให้รู้ถึงคำว่า "เกลียด" ที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร

(หรือจะเป็นผู้ชายบางคนที่ทำให้ร้องไห้เป็นอีบ้าอยู่สามวันสามคืนอย่างโคตรติ่งหู(?))


นอกเหนือจากพ่อแม่ครูบา เหล่าเพื่อนฝูงที่รัก หรือผู้คนที่เพิ่งก้าวเข้ามาในชีวิตง่อยๆของผู้หญิงคนนี้ มีเด้กคนหนึ่งที่ไม่รู้ทำไมต้องอยากพูดถึงทุกที

เด็กคนนั้นมันเป็นเด็กงี่เง่าคนหนึ่ง..
เป็นเด็กที่อารมณ์ร้อนที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เคยเจอมา ปากก็เสีย เวลาโกรธเหตุผลก็ไม่มี เอาแต่ใจ ขี้น้อยใจ เวลาพูดอะไรก็ไม่รู้จักคิดหน้าคิดหลังให้ดีก่อน เป็นเด็กที่ทะเลาะกันไม่รู้กี่ล้านครั้ง เคลียร์กี่ทีๆสุดท้ายก็กลับมาทะเลาะกันอีก จนบางครั้งก็อยากจะถามมันว่า มีเวลาว่างมาทะเลาะกับคนอื่นมากขนาดนี้เลยเหรอ?

เมื่อไม่กี่วันก่อนจะถึงวันเกิดวันนี้ก็เหมือนกัน.. ทะเลาะกันอีกแล้ว

ทั้งๆที่เราก็รู้นะว่ามันน่าเบื่อ ทะเลาะกันแต่ละทีก็เหนื่อยเหลือเกิน แต่ก็ไม่รู้ทำไมถึงยังได้ทะเลาะกันอยู่เรื่อย
ความจริงแล้ววันนั้นถ้าเราอยู่เฉยๆซะ ไม่ไปทักให้มากความก็คงไม่ต้องมีเรื่องราวใหญ่โตให้ปวดหัว แต่ก็นั่นแหละ บางทีก็เข้าใจเวลาทีมีคนบอกว่าเกลียดนิสัยนางเอกของตัวเองแล้ว - -" คือจริงๆไม่ได้เป็นคนดีอะไรมาจากไหนหรอกนะ แต่แค่เป็นพวกที่ไม่ชอบมีเรื่องถ้าไม่จำเป็นและไม่อยากให้มีคนเกลียดเพิ่ม สุดท้ายก็เลยเข้าไปทักก่อนจนได้ แล้วเรื่องก็ตามมายาว

...แต่นั่นไมใช่ประเด็น

ความจริงแล้ววันนั้นเหนื่อยเกินกว่าจะทะเลาะ แล้วก็เลยคิดว่า อือ.. โอเค จะไม่ทนแล้ว จะไม่ทนแล้วจริงๆ
ก็เลยปล่อยให้เด็กคนนั้นทำตามใจ อยากจะทำอะไรก็ทำ จะไม่ห้าม จะไม่รั้ง จะไม่ขอร้องให้เข้าใจ และจะไม่ทำอะไรทั้งนั้น ให้มันเป็นคนเลือกเองว่าจะทำยังไงต่อ เพราะว่าก็เหนื่อยที่จะต้องมาทะเลาะบ่อยๆแบบนี้แล้วเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ว่าจะเดินหนีไปไหน แต่แค่อยากยืนนิ่งๆอยู่ตรงนี้ มันเป็นครั้งแรกจริงๆที่รู้สึกว่า พอเถอะ นี่ตัวเองกำลังทำเรื่องงี่เง่าอะไรอยู่ มีเวลาว่างมากนักเหรอให้มาทำอย่างนี้ ทำแล้วยังไง สุดท้ายก็เหมือนเดิม มันเปล่าประโยชน์
แต่สุดท้ายเด็กคนนั้นก็ไม่ไปไหน มันบอกว่าให้เป็นเหมือนเดิม ตอนนั้นเหนื่อยเกินจะทำอะไรแล้ว แต่ในใจลึกๆก็ไม่รู้ว่าไอ้ความรู้สึกโกรธขนาดนี้มันมาจากไหน ทั้งๆที่ทะเลาะกันกี่ทีๆก็ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย มันเป็นความรู้สึกว่ายังโกรธอยู่ ไม่อยากคุยด้วย และคิดว่าบางทีอาจจะต้องหยุดคุยกันไปให้เด็กคนนั้นเข้าใจชีวิตมากขึ้นกว่านี้สักหน่อย

แต่ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกันนะ..
วันต่อๆมาถึงกลับไปเปิดบันทึกสนทนาที่เราเคยคุยกันตั้งแต่แรกๆที่รู้จักกัน

แล้ววันถัดไป ก็ไปเปิดดูกระทู้ฟิคเรื่องแรกที่แต่งด้วยกันจนรวมเล่มสำเร็จ

ไปนั่งอ่านคอมเม้นที่ต้องรีบมาแปะต่อจากกันเวลาลงฟิค อ่านทอล์ค อ่านรายละเอียดของฟิค อ่านเรื่องที่บ่นๆกันตลอดมา อ่านไป.. ก็ยิ้มไป..
แล้วไอ้ความโกรธนั้นมันก็หายไปซะเฉยๆ กลับมารู้สึกเอ็นดูเหมือนครั้งแรกที่ได้รู้จักกัน เหมือนเราไม่เคยทะเลาะกัน เหมือนเราไม่เคยเข้าใจกัน ไม่รู้สิ พอได้กลับไปอ่านก็เหมือนได้ย้อนเวลากลับไป
ตอนนั้นเรามีความสุขกันแค่ไหนที่ได้ทำอะไรที่ชอบด้วยกัน เรารู้สึกดีแค่ไหนเวลาที่มีอีกคนคอยให้กำลังใจเวลาเหนื่อย เวลาท้อ หรือกระทั่งเวลาที่ไปมีดราม่ากับคนอื่น เราผ่านมันมาด้วยกันได้ยังไง เราสามารถทำให้คนอ่านติดฟิคเราได้มากขนาดนั้น เราสามารถอัปฟิคได้ตลอดสม่ำเสมอจากสลับคนละอาทิตย์มาเป็นทุกอาทิตย์ตอนนั้นเรามีความสามารถขนาดนั้นได้ยังไง

จริงๆรู้สึกประหลาดใจนะ ว่าทำไมตอนนั้นเราถึงทำเรื่องราวมากมายได้ขนาดนั้น
ที่สำคัญ.. ตอนนั้นมันมีความสุขมากจริงๆนะ

บางที เพราะเราอาจจะลืมช่วงเวลาเหล่านั้นไปโดยที่เราไม่รู้ตัว แม้เรายังพูดว่าเราไม่เคยลืม แต่จริงๆแล้วความทรงจำของคนเรามันจะค่อยๆหายไปทุกวินาทีนั่นแหละ เพราะฉะนั้นแล้ว คงไม่มีใครผิดที่ทำให้ทะเลาะกันอยู่ตลอด เราต่างคนต่างก็แค่ลืมมันไปชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นเอง..

เพราะฉะนั้น ลืมคำถามที่ว่า ทำไมพี่ถึงไม่ทิ้งแกไปได้แล้วนะ

 
อา... อะไรวะ พูดซะยาวกะอิแค่เด็กคนเดียว(?)


ความจริงอยากขอบคุณใครหลายๆคนด้วย
เพื่อนสนิทที่ธรรมศาสตร์ทั้งสองคนก็ด้วย รู้ว่าคงไม่ได้มาอ่านในนี้ อีกคนหนึ่งไปอเมริกาส่วนอีกคนต้องเรียนซัมเมอร์ อยากจะบอกสองคนนั้นมากจริงๆว่า "ขอบคุณมาก" ทั้งสองคนเหมือนเป็นเพื่อนที่คอยเป็นแรงผลักดันและกำลังใจให้อยู่เสมอ เป็นสิ่งมีค่าที่่ทำให้รู้สึกมีความสุขจริงๆที่ได้เรียนที่ธรรมศาสตร์ ไม่รู้จะมอบคำไหนให้นอกจากคำว่าขอบคุณจริงๆ

ขอบคุณทุกคำอวยพรที่มีให้กัน
แอบตกใจอยู่เบาๆที่ไปๆมาๆคนอวยพรให้ในฟบ.นี่จะร่วมร้อยแล้ว ฮาาาา
ขอบคุณทุกๆคนมากจริงๆนะคะ TvT ขอให้ความสุขและคำอวยพรเหล่านั้นกลับคืนสู่ทุกคนด้วยนะ


และวันเกิดปีนี้
นอกจากจะปั่นจักรยานฝ่าอากาศ 17 องศา ณ ทุ่งรังสิตไปส่งงานที่ตึกคณะแล้ว เรายังได้ทำสิ่งนี้อีกด้วย
 
 




 
 
เป็นโปรเจควันเกิดคิมจงฮยอนของบอร์ดชายนี่ไทยแลนด์ร่วมสมทบทุนบริจาคให้กับผู้ประสบภัยที่ญี่ปุ่น
เดิมที่ก็อยากจะบริจาคอยู่แล้ว เพราะว่าไอ้เราก็เล่นยูโด ประเทศเค้าเราก็เคยไป โค้ชเราก็เป็นคนญี่ปุ่น โคนันเราก็อ่านมาตั้งแต่ยังเด็ก โอ๊ตสึ อิจิที่เคารพรักก็เป็นคนญี่ปุ่น พอดีประจวบเหมาะทั้งวันเกิดตัวเองและวันเกิดจงฮยอนก็ได้บริจาคสักที (แม้มันจะดูน้อยสำหรับคนอื่น แต่อยากบอกจริงๆว่าหนึ่งพันนี่เป็นเงินส่วนตัวที่มากที่สุดเท่าที่เคยบริจาคอะไรเลยนะ)
 
 
แล้วก็.. ตอนนี้เรายังอายุเท่ากันอยู่นะจงฮยอน จนกว่าจะถึงวันเกิดแก(?)
 
ยังไงแล้ว ต่อให้เจ็บแค่ไหนยังไง ผู้หญิงโง่ๆคนนี้ก็ยังเมนแก และก็ยังรักแกอยู่เสมอนะเว้ย รีบๆกลับมาได้แล้ว คิดถึงจะตายห่าอยู่แล้วเนี่ย เห่ออออออ T^T
 
 
 
ขอให้พี่น้องชาวญี่ปุ่นผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปโดยไวด้วยนะคะ


โอเค.. โบกมือลาเลขหนึ่งจริงๆสักที
ฮาาาาา

 
กระจกรักจงคีย์

Favourites